เพซวิ่งคืออะไร? แปลตัวเลขบนนาฬิกาให้เข้าใจง่าย พร้อมวิธีเลือกรองเท้าให้เข้ากับเพซ
มือใหม่ก็เข้าใจได้: 6:30 คืออะไร easy pace คือเท่าไหร่ และเลือกรองเท้าให้เหมาะกับจังหวะการซ้อมของคุณ
วิ่งมาสักพัก แต่พอมองหน้าปัดนาฬิกาแล้วยังงงอยู่ว่า “6:30” หมายความว่าอะไรกันแน่? หรือเพื่อนบอกว่า “วันนี้วิ่ง easy pace” แล้วเราก็พยักหน้าตามทั้งที่ไม่แน่ใจว่ามันคือเพซเท่าไหร่? ถ้าใช่ บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ
สารบัญ

เพซวิ่ง (Running Pace) คืออะไร?
ในขณะที่โลกของยานพาหนะใช้ "ความเร็ว" (Speed) เป็นตัวตั้งเพื่อบอกว่าใน 1 ชั่วโมงเราไปได้ไกลแค่ไหน แต่ในโลกของการวิ่ง เราใช้ "เพซ" (Pace) เพื่อบอกว่า "ในระยะทาง 1 กิโลเมตร เราต้องใช้เวลาประคองลมหายใจและฝีเท้านานเท่าไหร่"
ทำไมต้องใช้ "เพซ" แทน "กม./ชม."?
เหตุผลที่นักวิ่งนิยมใช้เพซมากกว่าความเร็ว เพราะบนถนนหรือในสนามวิ่งจะมี "หลักกิโลเมตร" บอกไว้เสมอ การรู้เพซช่วยให้เราคำนวณได้ทันทีว่า "กิโลเมตรข้างหน้าเราต้องรักษาเวลาเท่าไหร่" เพื่อให้เข้าเส้นชัยได้ตามเป้าหมาย (Sub-1 หรือ Sub-2) นั่นเอง
จำง่าย ๆ: ตัวเลขยิ่งน้อย = ยิ่งวิ่งเร็ว
- เพซ 5:00 = ใช้เวลา 5 นาทีต่อ 1 กม. (วิ่งเร็ว)
- เพซ 7:00 = ใช้เวลา 7 นาทีต่อ 1 กม. (ช้าลง)
- เพซ 10:00 = จ็อกสบาย ๆ / มือใหม่วิ่งชิล
อ่านตัวเลขบนนาฬิกายังไงให้ถูก?
นาฬิกาวิ่งส่วนใหญ่ (Garmin, Apple Watch หรือแอปมือถือ) จะแสดงเพซในรูปแบบ MM:SS
บางเห็นไหมคะว่า:
-
คนที่วิ่ง เพซ 5 ใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็ถึงเป้าหมายแล้ว
-
คนที่วิ่ง เพซ 10 ต้องใช้เวลาตั้ง 10 นาทีกว่าจะถึง
-
สรุป: ยิ่งคุณ "ใช้เวลาน้อยลง" ในระยะทางเท่าเดิม แปลว่าคุณ "วิ่งเร็วขึ้น" นั่นเองค่ะ
เพซแบบไหนเหมาะกับใคร?
ไม่มีเพซที่ "ถูกต้อง" ตายตัวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความฟิต แต่เราใช้ "การทดสอบด้วยการพูด" เป็นเกณฑ์วัดได้ง่ายที่สุด
เคล็ดลับ: ถ้าวิ่งแล้วพูดเป็นประโยคยาวไม่ได้เลย แปลว่าคุณวิ่งเร็วเกินโซนที่ควร ลองชะลอลงก่อน ร่างกายจะพัฒนาได้ดีกว่าในระยะยาว
เพซกับประเภทการซ้อม ทำไมต้องรู้?
นักวิ่งที่พัฒนาได้เร็วไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วทุกวัน แต่คือคนที่รู้ว่า วันไหนควรวิ่งเพซไหน
1) Easy Run / Long Run : การสร้างพื้นฐาน (Aerobic Base)
นี่คือหัวใจสำคัญที่นักวิ่งมือใหม่มักมองข้าม เพราะคิดว่า "วิ่งช้าแล้วจะได้อะไร?" แต่จริงๆ แล้ว:
-
เป้าหมาย: เพื่อสร้างระบบไหลเวียนโลหิต เพิ่มจำนวนเส้นเลือดฝอย และทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
-
สัดส่วน: ควรเป็น 80% ของตารางซ้อมทั้งหมดใน 1 สัปดาห์
-
ความรู้สึก: วิ่งไปยิ้มไป พูดคุยได้เป็นประโยคยาวๆ (Zone 2)
-
ทำไมต้องรู้เพซนี้: เพื่อ "เบรก" ตัวเองไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป จนร่างกายล้าสะสมและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บนั่นเองค่ะ
2) Tempo Run : การฝึกความอึด (Lactate Threshold)
ถ้า Easy Run คือการสร้างเครื่องยนต์ Tempo Run คือการฝึกให้เครื่องยนต์ทนทานต่อความร้อน
-
เป้าหมาย: ฝึกให้ร่างกายจัดการกับ "กรดแลกติก" (สารที่ทำให้เราล้าและขาหนัก) ได้เก่งขึ้น
-
ความรู้สึก: เหนื่อยระดับ "ตึงกำลังดี" พูดได้แค่คำสั้นๆ รักษาความเร็วนี้ต่อเนื่องได้ 20-40 นาที
-
ทำไมต้องรู้เพซนี้: เพื่อหาจุดที่เรียกว่า Comfortably Hard คือจุดที่หนักแต่ยังคุมได้ ช่วยให้คุณวิ่งเร็วได้นานขึ้นโดยไม่ "แผ่ว" ปลาย
3) Interval / Speed Work : การระเบิดพลัง (VO2 Max)
วิ่งสลับหนัก–เบา เช่น 400 ม. เร็วแล้วพัก วนซ้ำ เพื่อพัฒนาความเร็วและประสิทธิภาพการวิ่ง นี่คือช่วงเวลาแห่งการท้าทายขีดจำกัดของปอดและหัวใจ
-
เป้าหมาย: เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจน (VO2 Max) และฝึกท่าวิ่ง (Running Form) ให้คล่องแคล่ว
-
ลักษณะ: วิ่งเร็วสลับช้า เช่น วิ่งเร็ว 400 เมตร สลับเดิน 200 เมตร วนซ้ำๆ
-
ความรู้สึก: เหนื่อยหอบจนแทบพูดไม่ได้ หัวใจเต้นแรง
-
ทำไมต้องรู้เพซนี้: เพื่อให้รู้เพซสูงสุดที่ร่างกายรับไหว ช่วยให้เวลาวิ่งปกติคุณจะรู้สึกว่าเพซเดิมนั้น "เบาลง" อย่างเห็นได้ชัด
4) Race Pace: การซ้อมใหญ่ (Specificity)
เพซเป้าหมายสำหรับวันแข่ง ซ้อมเป็นช่วงสั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคย "ความรู้สึก" ของวันแข่งให้ได้นั่นเอง
-
เป้าหมาย: ฝึกการคุมจังหวะก้าว การหายใจ และการวางแผนกินน้ำ/เจล ให้สัมพันธ์กับความเร็วที่จะใช้จริง
-
ลักษณะ: ใส่เพซเป้าหมายเข้าไปในระหว่างการซ้อม Long Run หรือซ้อมวิ่งในระยะสั้นๆ
-
ความรู้สึก: เป็นความเร็วที่คุณมั่นใจว่า "ฉันจะประคองเพซนี้ไปจนถึงเส้นชัย"
-
ทำไมต้องรู้เพซนี้: เพื่อไม่ให้คุณ "สติหลุด" ตามคนข้างๆ ในวันแข่งจริง และช่วยให้จบการแข่งขันได้ตามเวลาที่ตั้งใจไว้

เพซดรอปกลางทาง แก้ยังไง?
ออกตัวดี แต่ช่วงหลังเพซตก มักมาจาก 3 เรื่องนี้:
1) ออกตัวแรงเกินไป (Early Burn)
กิโลเมตรแรกคือ "กับดัก" ของนักวิ่งค่ะ เพราะร่างกายกำลังะใจกำลังคึก เรามักจะเผลอวิ่งเร็วกว่าที่ซ้อมมา จนกรดแลกติกสะสมในกล้ามเนื้อเร็วเกินไป- ผลที่ตามมา: หัวใจจะดีดไปแตะโซนสูงเร็วเกินไป ทำให้ช่วงกิโลเมตรกลางๆ ร่างกายเริ่ม "ชัตดาวน์" เพื่อป้องกันตัวเอง คุณจะรู้สึกขาหนักเหมือนยกไม้ได้เลย
- วิธีแก้ : ฝึกวิ่งแบบ "เริ่มช้า-จบเร็ว" ในช่วง 1-2 กม. แรก ให้คุณวิ่งช้ากว่าเพซเป้าหมายประมาณ 30-45 วินาที เพื่อให้ระบบเผาผลาญและหัวใจค่อยๆ ตื่นตัว พอเครื่องร้อนได้ที่แล้วค่อยขยับขึ้นไปที่เพซเป้าหมาย วิธีนี้จะช่วยให้คุณมีพลังเหลือไปเร่งในช่วงท้ายได้ค่ะ
2) ร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)
อากาศเมืองไทยคือตัวแปรสำคัญนะคะ เมื่อเราเสียเหงื่อมากแต่เติมน้ำไม่ทัน เลือดในร่างกายจะมีความเข้มข้นขึ้น
-
ผลที่ตามมา: หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นมากเพื่อสูบฉีดเลือดที่หนืดข้นไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและระบายความร้อน ทำให้อัตราการเต้นหัวใจ (Heart Rate) พุ่งสูงขึ้น ทั้งที่ความเร็วเท่าเดิม ผลคือคุณจะ "หอบ" และต้องเบาเครื่องลงโดยอัตโนมัติ
-
วิธีแก้: อย่ารอกระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม ให้ใช้วิธี "จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง" ทุกๆ 2-3 กิโลเมตร หรือทุกๆ 15 นาที และหากวิ่งนานเกิน 1 ชม. ควรเติมเกลือแร่เพื่อรักษาความสมดุลของไฟฟ้าในร่างกายด้วยนะคะ
3) อุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวย (Gear Issue)
หลายคนมองข้ามเรื่อง "น้ำหนัก" และ "ความยืดหยุ่น" ของรองเท้า แต่ในการวิ่ง 10 กม. คุณต้องก้าวเท้าเกือบ 10,000 ครั้ง!
-
ผลที่ตามมา: หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นมากเพื่อสูบฉีดเลือดที่หนืดข้นไปเลี้ยงกล้ามเนื้อและระบายความร้อน ทำให้อัตราการเต้นหัวใจ (Heart Rate) พุ่งสูงขึ้น ทั้งที่ความเร็วเท่าเดิม ผลคือคุณจะ "หอบ" และต้องเบาเครื่องลงโดยอัตโนมัติ
-
วิธีแก้: อย่ารอกระหายน้ำแล้วค่อยดื่ม ให้ใช้วิธี "จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง" ทุกๆ 2-3 กิโลเมตร หรือทุกๆ 15 นาที และหากวิ่งนานเกิน 1 ชม. ควรเติมเกลือแร่เพื่อรักษาความสมดุลของไฟฟ้าในร่างกายด้วยนะคะ
เลือกรองเท้าให้เข้ากับเพซและสไตล์การวิ่งของคุณ
รองเท้าวิ่งที่เหมาะสมไม่ได้แค่ “ใส่สบาย” แต่ช่วยให้คุณรักษาเพซได้นานขึ้น และลดความเสี่ยงบาดเจ็บในระยะยาวด้วย
สิ่งที่ควรดูหลัก ๆ ก่อนเลือก
- Drop (Heel-to-Toe Drop): หมือนใส่ส้นสูงเบาๆ ช่วยให้เราทิ้งตัวไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับคนชอบ ลงส้นเท้า เพราะช่วยเซฟน่องและเอ็นร้อยหวายได้ดี
- น้ำหนักรองเท้า: เบาช่วยคล่อง โดยเฉพาะเพซเร็ว แต่ต้องบาลานซ์การซัพพอร์ต
- Flexibility ของพื้น: เท้าจะเคลื่อนไหวได้อิสระ ไม่เหมือนถูกใส่เฝือก ช่วยให้คุณ "สัมผัสพื้น" และรับรู้จังหวะก้าว ได้ชัดเจนมาก ซึ่งสำคัญมากในการฝึกคุมเพซให้คงที่
ถ้าคุณอยาก “อ่านเพซให้ขาด” ลองคู่ที่ทำให้คุณรู้สึกถึงก้าวมากขึ้น
เคล็ดลับของการ “อ่านเพซให้ขาด” คือการเลือกคู่ที่ทำให้คุณสัมผัสถึงจังหวะก้าวได้จริงค่ะ เพราะบางครั้งรองเท้าที่ซัพพอร์ตหนาเกินไปก็ทำหน้าที่เหมือนฉนวนที่คอยกลบฟีลลิ่งตอนลงเท้า จนเรากะความเร็วพลาดและคุมจังหวะไม่อยู่ การหันมาลองรองเท้าแนว Natural หรือ Minimalist ที่เน้นความเบาและตอบสนองไว จะช่วยให้เท้าของคุณสื่อสารกับพื้นได้ชัดเจนขึ้น จนคุณสามารถจดจำจังหวะก้าวและรู้เพซตัวเองได้แม่นยำโดยไม่ต้องก้มมองหน้าปัดนาฬิกาบ่อยๆ แต่ที่สำคัญคือต้องใจเย็นๆ และเริ่มใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้กล้ามเนื้อฝ่าเท้าและเอ็นร้อยหวายมีเวลาจูนตัวให้แข็งแรงพอที่จะรับงานหนักได้อย่างปลอดภัยในระยะยาวค่ะ

- เหมาะกับ easy pace / จ็อกสบาย ๆ
- ช่วยให้รู้สึกถึงจังหวะลงเท้ามากขึ้น
- เหมาะกับคนอยากฝึกฟอร์ม/ฟังร่างกาย

- เหมาะกับวัน tempo เบา ๆ / วันคุมจังหวะ
- เน้นความคล่องและความมั่นใจตอนก้าว
- สำหรับคนที่อยากฝึกเพซให้เสถียร
ทถ้าเพิ่งเริ่มใส่รองเท้าแนวนี้ ควรเริ่มจากช่วงเวลา หรือระยะสั้น ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มขึ้นทีละน้อย เพื่อให้เท้า ฝ่าเท้า และน่องได้ปรับตัวอย่างปลอดภัย
เพซไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือเครื่องมือ
เพซไม่ใช่แค่ตัวเลขแจ้งเตือนบนนาฬิกา แต่มันคือ "ความสำคัญ" ที่จะเปลี่ยนการวิ่งจากแค่การทำให้ครบระยะ มาเป็นการซ้อมอย่างมีกลยุทธ์ค่ะ เมื่อคุณอ่านเพซขาด คุณจะรู้จังหวะทันทีว่าตอนไหนควรเร่งเพื่อข้ามขีดจำกัด หรือตอนไหนควรผ่อนเพื่อเซฟร่างกาย โดยมีรองเท้าที่ใช่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้คุณสื่อสารกับพื้นถนนได้อย่างแม่นยำ
เพราะหัวใจของการวิ่งที่พัฒนาอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจากก้าวที่สัมผัสพื้นได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติที่สุดนั่นเองค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: เพซวิ่งมาราธอนที่ดีคือเท่าไหร่?
Q: เพซวิ่งกับ pace calculator ใช้ยังไง?
Q: วิ่งเพซเท่าไหร่ถึงเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด?
Q: รองเท้าแตะวิ่งได้จริงไหม?
บทความโดย Ving Thailand | 🔗 www.ving.run


