LACTATE · LT1 · LT2 · RUNNING INTENSITY

วิ่งเร็วแล้ว Lactate พุ่ง แปลว่ากำลังพังจริงไหม?
เข้าใจเส้นแบ่งระหว่าง “คุมได้” กับ “ล้าเร็ว” ก่อนใช้ Threshold Pace ในการซ้อม

นักวิ่งหลายคนเห็นค่า Lactate สูงขึ้นระหว่างการทดสอบ แล้วรีบตีความว่าร่างกายกำลังเข้าสู่โหมดอันตราย กล้ามเนื้อเริ่มเต็มไปด้วยของเสีย และอีกไม่นานจะต้องหมดแรง แต่ภาพที่เกิดขึ้นจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก

Lactate คืออะไร? Lactate เป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติระหว่างกระบวนการสร้างพลังงานจากกลูโคส และสามารถถูกส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกล้ามเนื้อ หัวใจ และเนื้อเยื่ออื่นได้ การมี Lactate เพิ่มขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าร่างกายกำลังพัง แต่หมายความว่าการหมุนเวียนพลังงานกำลังทำงานในอัตราที่สูงขึ้น

สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “มี Lactate เท่าไร” แต่คือร่างกายกำลังสร้างและนำไปใช้ได้สมดุลกันหรือไม่ หากยังรักษาสมดุลได้ นักวิ่งอาจวิ่งต่อด้วยความหนักระดับนั้นได้นาน แต่เมื่อเพิ่มความเร็วเกินจุดหนึ่ง การสร้าง Lactate และความเครียดทางเมตาบอลิซึมจะเพิ่มเร็วกว่าที่ร่างกายจัดการได้ ความล้าจึงเริ่มสะสมเร็วขึ้น

เส้นแบ่งดังกล่าวมักถูกอธิบายผ่านคำว่า LT1, LT2, Lactate Threshold และ Threshold Pace แต่คำเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายตรงกันทุกงานวิจัยหรือทุกระบบการฝึก บทความนี้จึงจะช่วยแปลแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นสิ่งที่นักวิ่งใช้สังเกตตัวเองระหว่างการซ้อมได้จริง

หมายเหตุด้านวิทยาศาสตร์: วงการวิทยาศาสตร์การกีฬามีวิธีกำหนด Lactate Threshold หลายแบบ ทั้งการใช้ค่า Lactate คงที่ การหา Breakpoint จากกราฟ และการทดสอบความเร็วคงที่ บทความนี้ใช้ LT1 และ LT2 เป็นกรอบอธิบายระดับความหนัก ไม่ได้หมายความว่าทุกห้องทดลองจะคำนวณค่าเหมือนกัน

สารบัญบทความ

  1. Lactate คืออะไร และเกิดขึ้นตอนไหน?
  2. Lactate พุ่ง แปลว่ากำลังหมดแรงหรือไม่?
  3. LT1: จุดที่เริ่มเปลี่ยนจากสบายเป็นจริงจัง
  4. LT2: เส้นแบ่งระหว่างคุมได้กับล้าเร็ว
  5. อ่านความหนักผ่าน LT1 และ LT2
  6. Threshold Pace ควรรู้สึกอย่างไร?
  7. Lactate 4 mmol/L คือเส้นตายของทุกคนหรือไม่?
  8. นำไปใช้กับการซ้อมอย่างไร?
  9. ข้อผิดพลาดในการอ่านค่า Lactate
  10. VING Perspective: อย่ากลัว Lactate แต่ต้องเคารพความล้า
  11. คำถามที่พบบ่อย
  12. แหล่งอ้างอิง

Lactate คืออะไร และเกิดขึ้นตอนไหน?

เมื่อกล้ามเนื้อต้องการพลังงาน ร่างกายจะสลายกลูโคสผ่านกระบวนการ Glycolysis เพื่อสร้าง ATP และได้สารชื่อไพรูเวตเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญ ไพรูเวตบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็น Lactate ผ่านเอนไซม์ Lactate Dehydrogenase

กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่ร่างกายขาดออกซิเจน เพราะมนุษย์สร้างและใช้ Lactate อยู่ตลอดเวลา แม้ขณะพักหรือวิ่งเบา เพียงแต่ในระดับความหนักต่ำ อัตราการสร้างและอัตราการนำไปใช้ยังสมดุลกัน ระดับ Lactate ในเลือดจึงค่อนข้างต่ำและเปลี่ยนแปลงไม่มาก

เมื่อวิ่งเร็วขึ้น กล้ามเนื้อต้องสร้าง ATP ในอัตราที่สูงขึ้น การไหลผ่านระบบ Glycolysis จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้มี Lactate ถูกสร้างและส่งเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น ขณะเดียวกัน หัวใจ กล้ามเนื้อแบบ Oxidative และอวัยวะอื่นก็ยังนำ Lactate ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอยู่

จำให้ชัด:
Lactate ไม่ใช่ถังขยะของกล้ามเนื้อ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบหมุนเวียนพลังงานที่ทำงานเร็วขึ้นเมื่อความหนักเพิ่มขึ้น


Lactate พุ่ง แปลว่ากำลังหมดแรงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องแปลว่ากำลังพังทันที การที่ Lactate สูงขึ้นแสดงว่าร่างกายกำลังพึ่งพาการสร้างพลังงานผ่าน Glycolysis มากขึ้น และอัตราการปรากฏของ Lactate ในเลือดเริ่มสูงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ระดับ Lactate ในเลือดเป็นผลลัพธ์สุทธิจากหลายกระบวนการ ได้แก่ การสร้าง การปล่อยออกจากกล้ามเนื้อ การรับเข้าสู่กล้ามเนื้ออีกส่วนหนึ่ง การเผาผลาญในหัวใจ และการนำไปสร้างกลูโคสใหม่ที่ตับ ค่า Lactate จึงไม่ได้บอกเพียงว่ากล้ามเนื้อสร้างมากแค่ไหน

นักวิ่งที่ผ่านการฝึกอาจสร้าง Lactate ในอัตราสูงระหว่างการวิ่งเร็ว แต่สามารถขนส่งและนำไปใช้ได้ดี จึงยังคงรักษาความเร็วต่อได้ ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจมีค่าตัวเลขไม่สูงมาก แต่รู้สึกล้าเร็วจากความร้อน พลังงานไม่พอ การขาดน้ำ หรือความล้าของระบบประสาท

Lactate สูง ไม่เท่ากับ ร่างกายพัง

แต่หาก Lactate เพิ่มขึ้นต่อเนื่องพร้อมกับการหายใจที่ควบคุมไม่ได้ ฟอร์มเริ่มเสีย และ Pace ลดลงเร็ว นั่นสะท้อนว่าความหนักอาจสูงเกินระดับที่รักษาได้นาน


LT1: จุดที่การวิ่งเริ่มเปลี่ยนจากสบายเป็นจริงจัง

LT1 หรือ First Lactate Threshold มักหมายถึงความหนักที่ระดับ Lactate เริ่มเพิ่มขึ้นเหนือค่าพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เป็นจุดเปลี่ยนจากการออกกำลังกายระดับเบาเข้าสู่ระดับปานกลางที่ร่างกายต้องทำงานจริงจังขึ้น

ต่ำกว่า LT1 นักวิ่งมักหายใจสบาย พูดเป็นประโยคยาวได้ และสามารถรักษาความหนักได้นาน หากมีน้ำและพลังงานเพียงพอ พื้นที่นี้มักครอบคลุม Easy Run, Recovery Run และ Long Run ที่ไม่เร่งมาก

เมื่อวิ่งเหนือ LT1 การใช้คาร์โบไฮเดรตและการหมุนเวียน Lactate จะเพิ่มขึ้น การหายใจเริ่มลึกกว่าเดิม แต่ยังไม่ถึงขั้นหอบหนัก นักวิ่งยังคุมจังหวะได้ เพียงแต่ไม่รู้สึกว่า “เบา” เหมือนช่วง Easy Run อีกต่อไป

สัญญาณใกล้ LT1 แบบไม่เจาะเลือด

  • หายใจชัดขึ้น แต่ยังพูดเป็นประโยคได้
  • รู้สึกว่ากำลังออกกำลังกายจริง ไม่ใช่วิ่งเล่นสบาย ๆ
  • Pace ยังนิ่งและฟอร์มไม่เปลี่ยนมาก
  • สามารถรักษาได้ค่อนข้างนานโดยไม่ล้าสะสมรวดเร็ว

LT2: เส้นแบ่งระหว่าง “คุมได้” กับ “ล้าเร็ว”

LT2 หรือ Second Lactate Threshold ใช้อธิบายจุดเปลี่ยนช่วงบนของกราฟ Lactate ซึ่งอยู่ใกล้ขอบเขตที่ความสมดุลระหว่างการสร้างและการนำ Lactate ไปใช้เริ่มรักษาได้ยากขึ้น

บริเวณใกล้ LT2 นักวิ่งจะหายใจหนัก พูดได้เพียงไม่กี่คำ และต้องมีสมาธิกับการรักษาจังหวะ แต่ยังไม่ควรรู้สึกเหมือนกำลัง Sprint หรือวิ่งแข่งขันเต็มกำลัง ความหนักใกล้จุดนี้มักถูกใช้เป็นฐานสำหรับ Threshold Run

หากวิ่งต่ำกว่าหรือใกล้ LT2 เล็กน้อย ร่างกายอาจยังเข้าสู่ภาวะคงที่หลังจากผ่านไปหลายนาที คือ Heart Rate การหายใจ และ Lactate เพิ่มขึ้นช่วงแรก ก่อนจะนิ่งลงในระดับหนึ่ง

แต่เมื่อวิ่งสูงกว่า LT2 มากขึ้น Lactate และความเครียดทางสรีรวิทยาจะสะสมต่อเนื่อง ความรู้สึกเหนื่อยจะเพิ่มเร็วกว่าปกติ และเวลาที่รักษาความเร็วได้จะลดลงอย่างชัดเจน แม้จะไม่ได้มีเส้นตรงที่ข้ามแล้วหมดแรงทันที

เส้นแบ่งไม่ได้เป็นสวิตช์เปิด–ปิด:
การข้าม LT2 ไม่ได้ทำให้ร่างกายพังทันที แต่ยิ่งวิ่งสูงกว่าเส้นนี้มากเท่าไร เวลาที่รักษาความเร็วนั้นได้ยิ่งสั้นลง


อ่านความหนักผ่าน LT1 และ LT2 แบบ 3 โซน

ระดับ ตำแหน่ง ความรู้สึก ตัวอย่างการซ้อม
Zone 1 ต่ำกว่า LT1 เบา พูดคุยได้ หายใจสบาย Recovery Run, Easy Run
Zone 2 ระหว่าง LT1–LT2 ปานกลางถึงหนักแบบควบคุมได้ Steady Run, Marathon Effort, Tempo บางรูปแบบ
Zone 3 สูงกว่า LT2 หนักมาก พูดได้น้อย เวลารักษาจำกัด Interval, VO₂max, การแข่งขันระยะสั้น

ระบบ 3 โซนนี้แตกต่างจากนาฬิกาที่แบ่ง Heart Rate เป็น 5 หรือ 7 โซน จึงไม่ควรนำเลขโซนมาเทียบกันตรง ๆ สิ่งที่ควรดูคือขอบเขตทางสรีรวิทยาที่ใช้แบ่ง ไม่ใช่หมายเลขของโซนเพียงอย่างเดียว

โดยทั่วไป การซ้อมส่วนใหญ่ของนักวิ่งระยะไกลยังควรอยู่ต่ำกว่า LT1 ส่วนช่วงระหว่าง LT1–LT2 และเหนือ LT2 ใช้เป็นวันซ้อมคุณภาพตามเป้าหมาย ไม่ควรเปลี่ยนทุกวันให้กลายเป็นการวิ่งใกล้ Threshold


Threshold Pace ควรรู้สึกอย่างไร?

Threshold Pace คือความเร็วที่ใช้ซ้อมใกล้บริเวณ LT2 แต่ไม่จำเป็นต้องตรงกับค่า LT2 จากห้องทดลองแบบวินาทีต่อวินาที เป้าหมายเชิงปฏิบัติคือการวิ่งหนักแบบควบคุมได้ และสะสมเวลาคุณภาพโดยไม่ทำให้ Pace พังลงเร็ว

  • RPE: ประมาณ 7–8 จาก 10
  • การพูด: พูดได้ทีละไม่กี่คำหรือวลีสั้น
  • การหายใจ: หนักแต่ยังมีจังหวะ ไม่หอบจนควบคุมไม่ได้
  • ฟอร์มวิ่ง: ไหล่และแขนยังผ่อนคลาย ไม่เกร็งจนเสียจังหวะ
  • หลังจบ: เหนื่อยชัดเจน แต่ไม่ควรรู้สึกเหมือนแข่งเต็มกำลัง

หากช่วงแรกดูเร็วและน่าประทับใจ แต่ช่วงท้าย Pace ลดลงมาก ต้องหยุดยืนหอบ หรือใช้แรง Sprint เพื่อรักษาตัวเลข แสดงว่าเซสชันนั้นอาจสูงกว่า Threshold Pace ที่เหมาะสม

ในวันที่อากาศร้อน ชื้น มีเนิน หรือนักวิ่งพักผ่อนไม่พอ Threshold Pace อาจช้ากว่าปกติ แม้ระดับความหนักภายในร่างกายจะเท่าเดิม จึงควรใช้ Pace ร่วมกับ RPE, Heart Rate และการหายใจ


Lactate 4 mmol/L คือเส้นตายของทุกคนหรือไม่?

ค่า 4 mmol/L เคยถูกใช้เป็นจุดอ้างอิงเพื่อประมาณ Onset of Blood Lactate Accumulation หรือ OBLA และยังพบได้ในโปรแกรมทดสอบสมรรถภาพหลายแห่ง เพราะใช้งานง่ายและช่วยเปรียบเทียบผลได้ในรูปแบบมาตรฐาน

แต่ค่า Lactate ที่ความหนักใกล้ Maximal Lactate Steady State แตกต่างกันมากระหว่างบุคคล งานทบทวนรายงานช่วงตั้งแต่ประมาณ 2–8 mmol/L ในเลือดฝอย นักวิ่งคนหนึ่งจึงอาจรักษาภาวะคงที่ได้ใกล้ 3 mmol/L ขณะที่อีกคนอาจยังคุมได้ในระดับสูงกว่า 4 mmol/L

ค่าที่วัดได้ยังได้รับผลจากระยะเวลาของแต่ละ Step ในการทดสอบ จุดที่เก็บเลือด อาหารก่อนทดสอบ ปริมาณไกลโคเจน อุณหภูมิ ความล้าสะสม และชนิดกีฬาที่ใช้ทดสอบ

4 mmol/L เป็นจุดอ้างอิง ไม่ใช่คำตัดสิน:
ค่าที่มีประโยชน์ที่สุดควรมาจากการติดตามนักวิ่งคนเดิมด้วยวิธีทดสอบที่สม่ำเสมอ มากกว่าการนำตัวเลขเดียวไปใช้กับทุกคน


นำ LT1, LT2 และ Lactate ไปใช้กับการซ้อมอย่างไร?

นักวิ่งไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดทุกสัปดาห์เพื่อซ้อมให้ดีขึ้น แต่สามารถใช้แนวคิด LT1 และ LT2 เพื่อจัดความหนักของสัปดาห์ให้ชัดเจนขึ้น

  • วัน Easy Run
    ควรอยู่ต่ำกว่า LT1 เป็นหลัก หายใจสบายและไม่ต้องออกแรงเพื่อรักษา Pace
  • วัน Steady หรือ Marathon Effort
    มักอยู่ระหว่าง LT1–LT2 โดยเลือกความหนักตามระยะการแข่งขันและประสบการณ์
  • วัน Threshold Run
    ซ้อมใกล้ LT2 แต่ไม่ควรเร่งจน Lactate และความล้าสะสมอย่างควบคุมไม่ได้
  • วัน Interval
    สามารถขึ้นไปเหนือ LT2 เป็นช่วง ๆ โดยใช้เวลาพักช่วยให้สะสมงานคุณภาพได้

หากต้องการเริ่ม Threshold Training ลองใช้รูปแบบ 3 x 6 นาที ที่ความหนัก RPE 7–8 สลับจ็อกเบา 2 นาที เมื่อทำได้โดย Pace และฟอร์มยังคงที่ จึงค่อยเพิ่มเวลารวม ไม่จำเป็นต้องเร่งให้ค่า Lactate สูงที่สุด

เป้าหมายของการฝึกไม่ใช่การสะสม Lactate ให้มาก แต่คือการพัฒนาความเร็วที่ร่างกายสามารถรักษาสมดุลและควบคุมความล้าได้ดีขึ้น


ข้อผิดพลาดในการอ่านค่า Lactate และ Threshold

  1. เห็น Lactate สูงแล้วคิดว่ากล้ามเนื้อกำลังเสียหาย: Lactate เป็นตัวกลางด้านพลังงาน ไม่ใช่เครื่องวัดความเสียหายของกล้ามเนื้อ
  2. ใช้ 4 mmol/L กับทุกคน: ค่า Threshold ของแต่ละคนอาจเกิดที่ความเข้มข้นต่างกัน
  3. ใช้ LT1 และ LT2 เหมือนเป็นจุดตัดคมกริบ: การเปลี่ยนผ่านทางสรีรวิทยาเกิดเป็นช่วง ไม่ใช่สวิตช์ทันที
  4. เทียบผลจากคนละ Protocol: ระยะเวลาของ Step และวิธีเก็บตัวอย่างมีผลต่อค่าที่วัดได้
  5. ไล่ Threshold Pace ในวันที่อากาศร้อน: ความหนักภายในอาจสูงขึ้นแม้ Pace ช้าลง
  6. เปลี่ยนทุกวันให้เป็น Threshold: การซ้อมหนักมากเกินไปทำให้ฟื้นตัวไม่ทันและลดคุณภาพของสัปดาห์โดยรวม

หากวิ่งแล้วมีอาการเจ็บหน้าอก เวียนศีรษะผิดปกติ หายใจลำบากมาก หรือรู้สึกว่าจะหมดสติ ควรหยุดการออกกำลังกายและขอความช่วยเหลือ ไม่ควรตีความอาการเหล่านี้ว่าเป็นเพียงการข้าม Lactate Threshold


VING Perspective: อย่ากลัว Lactate แต่ต้องเคารพความล้า

ความเข้าใจเรื่อง Lactate ช่วยให้นักวิ่งเลิกมองความเหนื่อยเป็นเรื่องขาวหรือดำ เราไม่ได้มีเพียงช่วงที่ “ยังไหว” กับช่วงที่ “พังแล้ว” แต่มีระดับการทำงานต่อเนื่องตั้งแต่เบา ควบคุมได้ หนักแบบมีสมาธิ ไปจนถึงความหนักที่รักษาได้เพียงช่วงสั้น

การซ้อมที่ดีจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยง Lactate ทั้งหมด และไม่ใช่การพยายามทำให้ Lactate สูงที่สุดทุกครั้ง แต่คือการเลือกความหนักให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของวันนั้น

VING Perspective

Lactate ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้บอกว่าเรากำลังพัง แต่บอกว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนวิธีจัดการพลังงาน สิ่งที่นักวิ่งต้องเรียนรู้คือระดับไหนควรอยู่ต่อ ระดับไหนควรผ่อน และระดับไหนควรเก็บไว้ใช้ในวันแข่งขัน

หลังวันซ้อม Threshold หรือ Interval ควรให้ความสำคัญกับการคูลดาวน์ เติมน้ำ รับประทานอาหาร พักผ่อน และจัดวันถัดไปให้เบาพอ เพราะการพัฒนาสมรรถภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่วิ่งเร็ว แต่เกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายได้รับโอกาสฟื้นตัวจากแรงกระตุ้นนั้นด้วย


สรุป: Lactate พุ่งไม่ใช่สัญญาณพัง แต่เป็นสัญญาณว่าความหนักกำลังเปลี่ยน

Lactate คือสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสร้างพลังงาน และสามารถถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อได้ ระดับที่สูงขึ้นระหว่างการวิ่งไม่ได้แปลว่ากล้ามเนื้อกำลังเต็มไปด้วยของเสีย

LT1 คือบริเวณที่ Lactate เริ่มเพิ่มเหนือพื้นฐานและการวิ่งเปลี่ยนจากเบาไปสู่ปานกลาง ส่วน LT2 คือบริเวณช่วงบนที่ความสมดุลเริ่มรักษาได้ยาก หากเพิ่มความเร็วต่อ ความล้าและ Lactate จะสะสมเร็วขึ้น

Threshold Pace จึงควรเป็นความเร็วที่หนักแต่ยังควบคุมได้ ไม่ใช่ Pace ที่ต้องเอาตัวรอดตั้งแต่ช่วงแรก และค่า 4 mmol/L ไม่ควรถูกใช้เป็นเส้นแบ่งตายตัวของทุกคน

ยิ่งนักวิ่งเข้าใจเส้นแบ่งระหว่าง “คุมได้” กับ “ล้าเร็ว” มากเท่าไร ก็ยิ่งสามารถใช้วันซ้อมหนักได้ตรงเป้าหมาย โดยไม่เปลี่ยนทุกเซสชันให้กลายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง

ซ้อมความเร็วอย่างเข้าใจ แล้วให้ร่างกายได้ฟื้นอย่างพอดี

เลือกดูรองเท้าแตะวิ่ง Recovery Sandal ถุงเท้าวิ่ง และไอเทมจาก VING สำหรับวันซ้อมคุณภาพและช่วงพักหลังวิ่ง

เลือกดูไอเทมสำหรับนักวิ่งจาก VING

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Lactate และการวิ่ง

Lactate คืออะไร?

Lactate เป็นสารที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการสร้างพลังงานจากกลูโคส สามารถถูกขนส่งไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในกล้ามเนื้อ หัวใจ และอวัยวะอื่นได้

Lactate สูงทำให้กล้ามเนื้อพังหรือไม่?

ไม่ใช่เครื่องหมายว่ากล้ามเนื้อกำลังเสียหายโดยตรง ค่า Lactate สูงสะท้อนการหมุนเวียนพลังงานที่เพิ่มขึ้น แต่ควรดูร่วมกับอาการ ความล้า และความสามารถในการรักษาความเร็ว

LT1 กับ LT2 ต่างกันอย่างไร?

LT1 คือจุดที่ Lactate เริ่มเพิ่มเหนือระดับพื้นฐาน ส่วน LT2 คือจุดเปลี่ยนช่วงบนที่การสะสมเริ่มเร็วขึ้นและเวลาที่รักษาความหนักได้ลดลง

Threshold Pace อยู่ที่ LT1 หรือ LT2?

โดยทั่วไป Threshold Pace ใช้อธิบายความเร็วใกล้บริเวณ LT2 แต่ความหมายอาจแตกต่างกันตามระบบการฝึกและวิธีทดสอบ

ค่า Lactate 4 mmol/L คือ LT2 หรือไม่?

อาจใช้เป็นค่าประมาณในบางระบบ แต่ไม่ใช่ค่าเฉพาะบุคคลที่แม่นยำสำหรับทุกคน เพราะค่า Lactate ใกล้ Threshold มีความแตกต่างระหว่างนักวิ่ง

ไม่มีเครื่องวัด Lactate จะหา Threshold ได้หรือไม่?

สามารถประมาณจาก RPE, Talk Test, Heart Rate และผลการแข่งขันล่าสุดได้ แต่ควรใช้หลายข้อมูลร่วมกันและปรับตามอากาศกับความล้าของแต่ละวัน


แหล่งอ้างอิง